ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Source eXpert Knowledge is Success

หลักสูตรทั้งหมดสาขาภาคอีสาน (นครราชสีมา)

K05

การบริหารความเสี่ยงและความยืดหยุ่นห่วงโซ่อุปทานสำหรับผู้บริหาร

Supply Chain Risk and Resilience for Executives

กลุ่มเป้าหมาย

Plant Manager ผู้จัดการโรงงาน Supply Chain และ Operations Manager ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ผู้บริหารที่ต้องรายงานความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานต่อสำนักงานใหญ่หรือคณะกรรมการ รวมถึง CFO และผู้บริหารการเงินที่ต้องประเมินผลกระทบต่อกระแสเงินสดเมื่อสายการผลิตหยุด

วิทยากร

อ.ศุภโชค โชติสถิตกุล

ค่าอบรม

4,300 บาท/คน/วัน · ไม่รวม VAT

รูปแบบ

Onsite · 09.00–16.00 น. (ฝึกอบรม 6 ชั่วโมง)

รอบที่เปิดรับสมัคร

พฤหัสบดี 17 ก.ย. 69
พฤหัสบดี 3 ธ.ค. 69 รอบ 2

แต่ละหลักสูตรเปิดจำนวนรอบจำกัดในครึ่งปีนี้ · สถานที่ โรงแรม The Imperial Hotel and Convention Centre Korat จ.นครราชสีมา

บทนำ

เมื่อซัพพลายเออร์รายเดียวหยุดส่งของ สิ่งที่ผู้บริหารต้องตอบไม่ใช่ว่าองค์กรมีความเสี่ยงหรือไม่ แต่คือเสียหายวันละเท่าไร โรงงานเดินต่อได้อีกกี่วัน และถ้าจะป้องกันต้องจ่ายเพิ่มเท่าใด คำถามสามข้อนี้ตอบด้วยความรู้สึกไม่ได้ ต้องตอบด้วยตัวเลขที่ยืนยันได้ต่อคณะกรรมการและสำนักงานใหญ่

หลักสูตรนี้ออกแบบมาสำหรับผู้บริหารโรงงานและผู้บริหารสายปฏิบัติการโดยเฉพาะ เปลี่ยนการบริหารความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานจากเรื่องเชิงแนวคิด ให้กลายเป็นชุดตัวเลขที่ใช้ตัดสินใจและใช้รายงานได้จริง ผ่านเครื่องมือหลักสามชิ้น คือ Cost of Disruption หรือความเสียหายต่อวันที่สายการผลิตหยุด TTR–TTS Gap หรือช่องว่างระหว่างเวลาที่คู่ค้าใช้ฟื้นตัวกับเวลาที่โรงงานอยู่ได้ และ Risk Exposure Scoring หรือการจัดลำดับคู่ค้าด้วยตัวเลขเดียว

ความพิเศษของหลักสูตรนี้คือทุก Workshop ให้ผู้เข้าอบรมทำกับข้อมูลจริงขององค์กรตนเอง และปิดท้ายด้วยการเขียน Executive Risk Report ความยาว 1 หน้าให้เสร็จภายในห้องอบรม เพื่อให้นำกลับไปเสนอผู้บริหารได้ทันที ถ่ายทอดโดยวิทยากรผู้มีประสบการณ์จริงทั้งในระดับปฏิบัติการและบริหารกว่า 20 ปี จากหลากหลายอุตสาหกรรม

วัตถุประสงค์

  • Quantified Risk Exposure: เพื่อให้สามารถแปลงความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานเป็นตัวเงิน คำนวณความเสียหายต่อวันที่สายการผลิตหยุด และจัดลำดับคู่ค้าตามระดับความเสี่ยงด้วยเกณฑ์ที่อธิบายต่อผู้บริหารได้
  • TTR–TTS Gap Analysis: เพื่อให้สามารถวัดเวลาที่คู่ค้าใช้ฟื้นตัว (Time-to-Recover) เทียบกับเวลาที่โรงงานเดินต่อได้ด้วยสต็อกปัจจุบัน (Time-to-Survive) และระบุช่องว่างที่ต้องปิดก่อนเกิดเหตุ
  • Resilience Investment Decision: เพื่อให้สามารถตัดสินใจว่าจะลงทุนกระจายแหล่งจัดหาหรือกันสต็อกสำรองมากน้อยเพียงใดจึงคุ้มค่า บนหลักการแลกเปลี่ยนระหว่างต้นทุนกับความปลอดภัย
  • Executive Reporting: เพื่อให้สามารถจัดทำรายงานความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานความยาว 1 หน้า ที่เสนอต่อคณะกรรมการหรือสำนักงานใหญ่ได้ พร้อมทางเลือกและราคาของแต่ละทางเลือก

กลุ่มเป้าหมาย

Plant Manager ผู้จัดการโรงงาน Supply Chain และ Operations Manager ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ผู้บริหารที่ต้องรายงานความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานต่อสำนักงานใหญ่หรือคณะกรรมการ รวมถึง CFO และผู้บริหารการเงินที่ต้องประเมินผลกระทบต่อกระแสเงินสดเมื่อสายการผลิตหยุด

บรรยายโดย

อ.ศุภโชค โชติสถิตกุล

รูปแบบการอบรม

จัดอบรมในรูปแบบ Onsite (ในห้องอบรม) เท่านั้น — ผู้เข้าอบรมเรียนรู้ผ่านการบรรยาย กรณีศึกษา และ Workshop เชิงปฏิบัติการร่วมกันภายในห้องอบรมตลอดทั้งวัน ไม่มีการจัดอบรมในรูปแบบ Online

หัวข้อการสัมมนา (09.00 - 16.00 น.)

Module 1: Supply Risk Exposure — วัดความเสี่ยงเป็นตัวเงิน

  • Business Impact Analysis (BIA): หลักการตามมาตรฐาน ISO 22301 — MTPD (ระยะเวลาสูงสุดที่องค์กรทนการหยุดชะงักได้) และ RTO (เป้าหมายเวลาฟื้นตัว) พื้นฐานที่ทำให้ความเสี่ยงกลายเป็นตัวเลขที่รายงานผู้บริหารได้
  • Cost of Disruption: สูตรคำนวณความเสียหายต่อวันที่สายการผลิตหยุด — Lost Margin, Idle Labor, Expedite Cost, ค่าปรับลูกค้า และต้นทุนการสูญเสียลูกค้าในระยะยาว
  • Time-to-Recover (TTR): ระยะเวลาที่คู่ค้าแต่ละรายใช้ฟื้นตัวหลังเกิดเหตุ และวิธีเก็บข้อมูลนี้จากคู่ค้าจริงโดยไม่ถูกปฏิเสธ
  • Time-to-Survive (TTS): ระยะเวลาที่โรงงานเดินต่อได้ด้วยสต็อกปัจจุบัน และเหตุผลที่ช่องว่างระหว่าง TTR กับ TTS คือความเสี่ยงที่แท้จริง
  • Risk Exposure Scoring: การให้คะแนน Likelihood, Impact และ Detectability เพื่อจัดลำดับคู่ค้าด้วยตัวเลขเดียวที่ใช้ตัดสินใจในที่ประชุมได้
  • กรณีศึกษา 2567–2569: มาตรการภาษีและสงครามการค้า เส้นทางเดินเรือทะเลแดง การควบคุมส่งออกแร่หายากและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ และความผันผวนของค่าระวางกับอัตราแลกเปลี่ยน

Module 2: Vulnerability Mapping — หาจุดตายก่อนเกิดเหตุ

  • Supply Chain Mapping ถึง Tier 2–N: การวิเคราะห์โครงสร้างห่วงโซ่อุปทานให้ลึกกว่าคู่ค้าตรง และเทคนิคการขอข้อมูลซัพพลายเออร์ของซัพพลายเออร์
  • Single Point of Failure: การระบุจุดที่คู่ค้าเพียงรายเดียวหยุดแล้วสายการผลิตหยุดตามทั้งสาย
  • Hidden Concentration: ความเสี่ยงที่มองไม่เห็นบนกระดาษ — คู่ค้าคนละรายแต่ใช้โรงหลอม โรงชุบ หรือผู้ผลิตแม่พิมพ์รายเดียวกัน
  • Geographic & Geopolitical Concentration: การกระจุกตัวของแหล่งจัดหาในประเทศหรือภูมิภาคเดียว และความเสี่ยงจากมาตรการทางการค้าระหว่างประเทศ
  • Critical Component Identification: การจำแนกชิ้นส่วนและวัตถุดิบที่ Critical ต่อ Operation และต้องบริหารอย่างเข้มข้นเป็นพิเศษ
  • Risk Heat Map ที่ผู้บริหารใช้ได้จริง: การจัดทำแผนที่ความเสี่ยงตามมิติ Likelihood และ Impact โดยกำกับมูลค่าความเสียหายเป็นตัวเงินทุกช่อง ไม่ใช่เพียงระบุระดับสี

Module 3: Resilience Strategy — ซื้อความปลอดภัยเท่าไรจึงคุ้ม

  • Cost vs Resilience Trade-off: ความยืดหยุ่นมีราคาเสมอ หลักการคิดว่าควรจ่ายเพิ่มเท่าใดจึงคุ้ม และเหตุผลที่การตัดสินใจนี้เป็นอำนาจของผู้บริหาร ไม่ใช่ของนักจัดซื้อ
  • Multi-Sourcing Strategy: การกระจายแหล่งจัดหา — Dual Source 50/50, Lead-Lag 70/30 และ Backup Qualified พร้อมต้นทุนและข้อแลกเปลี่ยนของแต่ละรูปแบบ
  • Geographic Diversification: การกระจายแหล่งจัดหาเชิงภูมิศาสตร์ — China+1, Nearshoring และ Friendshoring พร้อมผลกระทบต่อต้นทุนรวม
  • Buffer Strategy: การวางสต็อก Safety Stock, Strategic Reserve และ Vendor-Managed Inventory โดยคำนวณจำนวนวันที่ต้องกันสำรองจากช่องว่างระหว่าง TTR กับ TTS โดยตรง
  • Long-Term Agreement & Capacity Booking: การทำสัญญาระยะยาวและการจองกำลังการผลิตเพื่อล็อกซัพพลายในยามขาดแคลน — Take or Pay และ Volume Commitment
  • Make or Buy & Vertical Integration: การพิจารณาผลิตเองสำหรับชิ้นส่วนสำคัญที่ไม่สามารถควบคุมคู่ค้าภายนอกได้

Module 4: Executive Playbook — ตัดสินใจตอนเกิดจริงและรายงานขึ้นบน

  • Shortage & Allocation Playbook: การซื้อล็อตสุดท้ายก่อนเลิกผลิต (Last-Time-Buy) การเจรจาโควตาเมื่อคู่ค้าจัดสรรของ การซื้อในตลาดจร และอำนาจอนุมัติจัดซื้อฉุกเฉินที่ต้องกำหนดไว้ล่วงหน้า
  • การรับมือ Force Majeure Notice: การตรวจสอบว่าข้ออ้างเหตุสุดวิสัยของคู่ค้าฟังขึ้นหรือไม่ และทางเลือกที่องค์กรมีตามสัญญา
  • Supplier Failure Response: การกู้แม่พิมพ์ เครื่องมือ และแบบเมื่อคู่ค้าหยุดกิจการ สิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา และระยะเวลาจริงในการย้ายสายการผลิตไปผู้ผลิตรายใหม่
  • Crisis Command & Decision Rights: การกำหนดล่วงหน้าว่าใครมีอำนาจตัดสินใจเรื่องใดในวงเงินเท่าใดในยามวิกฤต แทนการมาตกลงกันตอนเกิดเหตุ
  • Board & HQ Reporting: การจัดทำรายงานความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทานความยาว 1 หน้าที่ส่งขึ้นคณะกรรมการหรือสำนักงานใหญ่ได้ — โครงสร้างรายงาน ตัวเลขที่ต้องมี และวิธีเสนอทางเลือกพร้อมราคา

กิจกรรม Workshop ในหลักสูตร

หลักสูตรนี้ออกแบบให้มี Workshop เชิงปฏิบัติการ 4 กิจกรรมตลอดวัน ครอบคลุม Cost of Disruption Calculation (คำนวณความเสียหายต่อวันของสายการผลิตตนเอง), TTR–TTS Gap Analysis (หาช่องว่างของคู่ค้า 5 รายหลัก), Vulnerability Map และ Risk Heat Map ติดมูลค่า และ Executive Risk Report 1 หน้า โดยผู้เข้าอบรมทำกับข้อมูลจริงขององค์กรตนเอง และนำเอกสารที่เขียนเสร็จภายในห้องอบรมกลับไปเสนอผู้บริหารได้ทันที

Source eXpert (Thailand) Co., Ltd.

ลงทะเบียน

สำรองที่นั่ง — K05 การบริหารความเสี่ยงและความยืดหยุ่นห่วงโซ่อุปทานสำหรับผู้บริหาร

สำรองที่นั่ง

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง