ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Source eXpert Knowledge is Success

หลักสูตรทั้งหมด › สาขาภาคอีสาน (นครราชสีมา)

F04

ปลดล็อกกำไรที่ซ่อนอยู่ในโรงงาน

Cross-Functional Cost Optimization for Executives

ลดต้นทุนข้ามสายงาน สำหรับผู้บริหารบริษัทและโรงงาน

กลุ่มเป้าหมาย

ผู้จัดการโรงงานและผู้บริหารสายปฏิบัติการ, ผู้อำนวยการฝ่ายและหัวหน้าสายงานที่มีต้นทุนผ่านมือ ได้แก่ ฝ่ายผลิต ฝ่ายควบคุมและประกันคุณภาพ ฝ่ายวางแผนการผลิต ฝ่ายคลังสินค้าและโลจิสติกส์ ฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง ฝ่ายจัดซื้อและซัพพลายเชน ฝ่ายบัญชีและการเงิน ฝ่ายขายและการตลาด ตลอดจนเจ้าของกิจการและผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบผลกำไรของบริษัทฯ โดยตรง

ประโยชน์ที่ผู้เข้าอบรมจะได้รับ
  • อ่านงบกำไรขาดทุนและโครงสร้างต้นทุนของบริษัทฯ ได้ และรู้ว่าตัวเลขแต่ละบรรทัดคือหน้างานของใคร
  • มองเห็นต้นทุนแฝงข้ามสายงานที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ และรู้ว่าต้องเรียกใครมาร่วมแก้จึงจะสำเร็จ
  • แปลงความสูญเสียหน้างาน ทั้งประสิทธิภาพเครื่องจักร ของเสีย และสต็อก ให้เป็นตัวเงินที่ใช้ตัดสินใจได้
  • จัดลำดับมาตรการลดต้นทุนตามผลกระทบและระยะเวลาคืนทุน แทนการสั่งตัดงบประมาณทั้งกระดาน
  • ตั้งตัวชี้วัดที่ไม่ทำให้แผนกขัดขากันเอง และวัดผลประหยัดในแบบที่ฝ่ายบัญชียอมรับ
  • ได้กรอบแผนลดต้นทุน 90 วัน ที่นำกลับไปใช้กับบริษัทฯ ตนเองได้ทันที
วิทยากร

อ.ศุภโชค โชติสถิตกุล

Strategic Procurement & Sustainable Procurement

ประสบการณ์ 20+ ปี · B.Sc (Physics)

รูปแบบ · ค่าอบรม

Onsite · 09.00–16.00 น. (ฝึกอบรม 6 ชั่วโมง)

4,900 บาท 5,900 /คน/วัน · ไม่รวม VAT Early Bird — สมัครและชำระภายใน 23 ต.ค. 69

รอบที่เปิดรับสมัคร

ศุกร์ 13 พ.ย. 69 Early Bird 4,900 บาท · ถึง 23 ต.ค. 69

แต่ละหลักสูตรเปิดจำนวนรอบจำกัดในครึ่งปีนี้ · สถานที่ โรงแรม The Imperial Hotel and Convention Centre Korat จ.นครราชสีมา (รอยืนยันสถานที่อีกครั้งก่อนวันอบรม)

รหัสหลักสูตร: F04-CCO

บทนำ (Introduction)

โรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดความพยายามในการลดต้นทุน ทุกแผนกต่างมีเป้าหมายของตัวเองและทำได้ดีตามเป้านั้น จัดซื้อกดราคาวัตถุดิบลงได้ ฝ่ายผลิตไล่ประสิทธิภาพเครื่องจักรขึ้นไปได้ คลังสินค้าไม่ปล่อยให้ของขาด ฝ่ายขายรับคำสั่งซื้อเข้ามาได้มากขึ้น แต่เมื่อรวมทั้งหมดเข้าด้วยกันแล้ว กำไรของบริษัทกลับไม่ขยับตาม เพราะต้นทุนก้อนใหญ่ที่สุดไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของแผนกใดแผนกหนึ่ง แต่เกิดขึ้นตรงรอยต่อระหว่างแผนก และไม่มีใครเป็นเจ้าของ

หลักสูตรนี้ออกแบบสำหรับผู้บริหารที่รับผิดชอบผลกำไรของบริษัทหรือโรงงาน โดยไม่ลงรายละเอียดทางเทคนิคระดับหน้างาน แต่เน้นการมองต้นทุนให้ครบทุกมิติและเชื่อมโยงข้ามสายงาน เริ่มจากการอ่านงบกำไรขาดทุนให้เห็นว่าเงินรั่วอยู่ที่หน้างานจุดใด ไล่ต่อไปยังต้นทุนแฝงที่เกิดจากการตัดสินใจข้ามแผนก ต้นทุนในกระบวนการผลิตและคุณภาพ เงินทุนหมุนเวียนที่จมอยู่ในสต็อก และปิดท้ายด้วยการวางแผนลดต้นทุนที่วัดผลได้ พร้อมการออกแบบตัวชี้วัดที่ไม่ทำให้แผนกขัดขากันเอง ทั้งหมดเรียนผ่านโรงงานจำลองที่ใช้ข้อมูลชุดเดียวกันต่อเนื่องตลอดทั้งวัน ผู้เข้าอบรมจะกลับไปพร้อมกรอบการทำงานที่นำไปจัดทำแผนลดต้นทุนของบริษัทฯ ตนเองได้ทันที

วัตถุประสงค์ (Learning Objectives)

  • Cost Visibility: เพื่อให้มองเห็นต้นทุนของบริษัทฯ ได้ครบทุกมิติ ทั้งที่ปรากฏในงบการเงิน และที่ซ่อนอยู่ในกระบวนการทำงานประจำวัน
  • Financial Literacy for Executives: เพื่อให้อ่านงบกำไรขาดทุนและโครงสร้างต้นทุนได้ และเชื่อมโยงตัวเลขกลับไปยังสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในหน่วยงานของตน
  • Cross-Functional Cost: เพื่อให้เห็นต้นทุนแฝงที่เกิดจากการตัดสินใจข้ามสายงาน และเข้าใจว่าทำไมการลดต้นทุนโดยแผนกใดแผนกหนึ่งเพียงลำพังจึงไม่สำเร็จ
  • Cost Reduction Planning: เพื่อให้วางแผนและจัดลำดับมาตรการลดต้นทุนตามผลกระทบและระยะเวลาคืนทุน แทนการสั่งตัดงบประมาณทั้งกระดาน
  • Measurement and Saving Validation: เพื่อให้ตั้งตัวชี้วัดที่ไม่ทำให้แผนกขัดขากันเอง และวัดผลประหยัดในแบบที่ฝ่ายบัญชียอมรับ
  • Application: เพื่อให้นำกรอบการทำงานกลับไปจัดทำแผนลดต้นทุนของบริษัทฯ ตนเองได้ทันทีหลังจบหลักสูตร

กลุ่มเป้าหมาย (Target Participants)

  • ผู้จัดการโรงงานและผู้บริหารสายปฏิบัติการ, ผู้อำนวยการฝ่ายและหัวหน้าสายงานที่มีต้นทุนผ่านมือ ได้แก่ ฝ่ายผลิต ฝ่ายควบคุมและประกันคุณภาพ ฝ่ายวางแผนการผลิต ฝ่ายคลังสินค้าและโลจิสติกส์ ฝ่ายวิศวกรรมและซ่อมบำรุง ฝ่ายจัดซื้อและซัพพลายเชน ฝ่ายบัญชีและการเงิน ฝ่ายขายและการตลาด ตลอดจนเจ้าของกิจการและผู้บริหารระดับสูงที่รับผิดชอบผลกำไรของบริษัทฯ โดยตรง

เหมาะกับผู้เรียนจากอุตสาหกรรม: ยานยนต์และชิ้นส่วน, อิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า, อาหารและเกษตรแปรรูป, บรรจุภัณฑ์, พลาสติกและยาง, สิ่งทอ, วัสดุก่อสร้าง, เคมีภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจบริการและการค้าที่ต้องการลดต้นทุนอย่างเป็นระบบ โดยกรณีศึกษาในหลักสูตรใช้โรงงานผลิตเป็นแกนหลัก เพราะเป็นธุรกิจที่เห็นต้นทุนแต่ละมิติเป็นตัวเงินได้ชัดที่สุด แต่วิธีคิดนำไปใช้กับธุรกิจประเภทอื่นได้เช่นกัน

  • ความรู้พื้นฐานที่ควรมี: ไม่จำเป็นต้องมีพื้นฐานทางบัญชีหรือวิศวกรรม แต่ควรอยู่ในระดับที่มีส่วนตัดสินใจเรื่องงบประมาณหรือแผนงานของหน่วยงาน องค์กรที่ส่งผู้เรียนมาเป็นทีมข้ามสายงาน 2-4 คน จะได้ประโยชน์จากหลักสูตรนี้สูงที่สุด เพราะมาตรการลดต้นทุนที่ให้ผลมากที่สุดล้วนต้องอาศัยมากกว่าหนึ่งแผนกจึงจะสำเร็จ

บรรยายโดย (Lead Instructor)

อ.ศุภโชค โชติสถิตกุล

ประสบการณ์กว่า 20 ปี ในงาน Procurement, Supply Chain และ Business Management ครอบคลุมอุตสาหกรรมการผลิต ก่อสร้าง อาหาร และอสังหาริมทรัพย์ เชี่ยวชาญการพัฒนาระบบจัดซื้อ การบริหารซัพพลายเชน และการประยุกต์ใช้ AI เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ถ่ายทอดองค์ความรู้จากประสบการณ์การทำงานจริงในภาคธุรกิจ

รูปแบบการอบรม (Training Format)

  • จัดอบรมในรูปแบบ Onsite (ในห้องอบรม) เน้นการบรรยาย กรณีศึกษา การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และ Workshop เพื่อให้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงานได้จริง
  • ใช้วิธีการเรียนแบบ Concept + Case Study + Workshop + Group Discussion โดยแบ่งกลุ่มแบบคละสายงาน ให้ผู้เรียนจากคนละแผนกได้ถกกันบนโจทย์เดียวกัน ซึ่งเป็นสถานการณ์เดียวกับการประชุมลดต้นทุนจริงในองค์กร

หัวข้อการสัมมนา (Course Topics) 09.00 - 16.00 น.

Module 1: ต้นทุนของบริษัทและโรงงาน มองจากที่นั่งผู้บริหาร

  • โครงสร้างต้นทุนของบริษัทฯ: วัตถุดิบ แรงงาน โสหุ้ยการผลิต และค่าใช้จ่ายขายและบริหาร ก้อนใดใหญ่จริง ก้อนใดแตะได้ และก้อนใดแตะแล้วเสียหายมากกว่าได้
  • อ่านงบกำไรขาดทุนแบบผู้บริหาร: แต่ละบรรทัดในงบสะท้อนหน้างานของใคร และวิธีไล่จากตัวเลขในงบกลับไปหาต้นเหตุที่หน้างาน
  • Cost Behavior: พฤติกรรมต้นทุนแบบ Fixed, Variable, Semi-Variable และ Step Cost รวมถึงต้นทุนที่ไม่ลดลงตามยอดผลิตที่ลดลง
  • Capacity Cost: ต้นทุนของกำลังการผลิตที่จ่ายเงินไปแล้วแต่ไม่ได้ใช้ และราคาที่แท้จริงของการเผื่อกำลังการผลิตไว้เกินความจำเป็น
  • Contribution Margin และจุดคุ้มทุน: เหตุผลทางตัวเลขที่ทำให้การลดต้นทุน 1 บาท มีค่ากับกำไรมากกว่าการเพิ่มยอดขาย 1 บาท และการใช้จุดคุ้มทุนประกอบการตัดสินใจ
  • กับดักต้นทุนต่อหน่วย: การผลิตล็อตใหญ่ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยในรายงานลดลง แต่กำไรไม่เพิ่มและเงินสดกลับไปจมอยู่ในสต็อก
  • กำไรบนกระดาษกับเงินสดในบัญชี: เหตุผลที่งบแสดงกำไรแต่บริษัทกลับตึงเรื่องเงินสด และจุดที่เงินสดถูกกักไว้โดยงบไม่ฟ้อง
  • ทำไม Cost Cutting แบบเดิมจึงล้มเหลว: ความแตกต่างระหว่างการสั่งตัดงบประมาณ กับการปรับระบบงาน และปรากฏการณ์ Cost Shifting ที่ต้นทุนเพียงย้ายที่ ไม่ได้หายไป

Module 2: ต้นทุนที่ไม่มีใครเป็นเจ้าของ

  • Cost Shifting Map: การไล่ให้เห็นว่าการตัดสินใจของแผนกหนึ่ง ไปโผล่เป็นต้นทุนในงบของอีกแผนกอย่างไร
  • Bullwhip Effect: ความผันผวนเล็กน้อยที่ปลายทาง ขยายตัวเป็นความปั่นป่วนขนาดใหญ่ในโรงงานและในสต็อก
  • ราคาจริงของคำสั่งซื้อเร่งด่วน: ต้นทุนที่ตามมาจาก Rush Order ทั้งค่าเปลี่ยนรุ่น ค่าขนส่งด่วน ค่าล่วงเวลา ของเสียช่วงเริ่มเดินเครื่อง และงานอื่นที่ถูกเบียดคิว
  • ของด่วนที่ไม่ด่วนจริง: ต้นทุนของการไม่มีเกณฑ์กลางว่าอะไรคืองานด่วน และวิธีตั้งเกณฑ์ที่ทุกฝ่ายยอมรับ
  • Sales and Operations Planning: เวทีเดียวที่ฝ่ายขาย วางแผน ผลิต จัดซื้อ และการเงิน ใช้ตัวเลขชุดเดียวกันในการตัดสินใจ และบทบาทของผู้บริหารในเวทีนี้
  • Forecast Accuracy: ความแม่นยำของประมาณการความต้องการ กับต้นทุนที่ตามมาตลอดสายโซ่
  • Product Mix และ SKU Rationalization: การมองกำไรต่อชั่วโมงเครื่องจักรแทนกำไรต่อชิ้น และการจัดการสินค้าที่ขายได้น้อยแต่กินกำลังการผลิตและพื้นที่คลัง
  • Make-to-Stock และ Make-to-Order: การเลือกนโยบายส่งมอบให้สมดุลกับต้นทุนสต็อกและระดับการบริการ
  • Engineering Change: ต้นทุนของการเปลี่ยนสเปกกลางทาง ทั้งวัตถุดิบค้างสต็อก แม่พิมพ์ เอกสาร และการอบรมซ้ำ

Module 3: ต้นทุนในกระบวนการผลิตและคุณภาพ

  • แปลง OEE เป็นเงิน: การอ่านค่า Availability, Performance และ Quality ให้ออกมาเป็นต้นทุนต่อหน่วยและกำลังการผลิตที่สูญเสียไปเป็นตัวเงิน
  • Six Big Losses: ความสูญเสียหลัก 6 ประเภทในกระบวนการผลิต และมูลค่าที่ติดอยู่ในแต่ละประเภท
  • Cost of Quality: ต้นทุนคุณภาพ 4 กลุ่ม คือ Prevention, Appraisal, Internal Failure และ External Failure พร้อมหลัก 1-10-100 ที่อธิบายว่าทำไมการปล่อยของเสียผ่านไปข้างหน้าจึงแพงขึ้นเป็นทวีคูณ
  • โรงงานที่มองไม่เห็น (Hidden Factory): ของเสีย งานแก้ และงานทำซ้ำ ที่ไม่เคยถูกบันทึกเป็นต้นทุนในระบบ
  • Scrap, Rework และ Yield: ต้นทุนวัตถุดิบที่หายไประหว่างทาง และวิธีตั้งคำถามกับตัวเลข Yield ที่รายงานขึ้นมา
  • ต้นทุนความล้มเหลวที่ถึงมือลูกค้า: ค่าเคลม ค่าส่งคืน ค่าปรับส่งช้า งานคัดแยกที่ปลายทาง และต้นทุนที่ประเมินเป็นตัวเงินได้ยากอย่างความเชื่อมั่นของลูกค้า
  • ต้นทุนพลังงานและสาธารณูปโภคต่อหน่วยผลิต: ค่าไฟฟ้า ลมอัด น้ำ และไอน้ำ ก้อนต้นทุนที่โตขึ้นทุกปีแต่มักไม่มีเจ้าภาพชัดเจน
  • ต้นทุนแรงงานและค่าล่วงเวลา: ผลิตภาพต่อคน การจัดกำลังคนไม่สมดุลกับภาระงาน และค่าล่วงเวลาที่กลายเป็นค่าใช้จ่ายประจำโดยไม่รู้ตัว
  • ต้นทุนงานซ่อมบำรุง: การเปรียบเทียบระหว่างการซ่อมเมื่อเสียกับการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน และการคิดราคาจริงของการหยุดเครื่องหนึ่งชั่วโมง

Module 4: เงินจมในสต็อกและเงินทุนหมุนเวียน

  • Inventory Turnover และ Days on Hand: ตัวเลขสองตัวที่บอกว่าเงินของบริษัทกำลังหมุนหรือกำลังนอนอยู่ในคลัง
  • สต็อกสามกอง: วัตถุดิบ งานระหว่างผลิต และสินค้าสำเร็จรูป ต่างมีสาเหตุคนละแบบและเจ้าภาพคนละแผนก
  • Slow-moving และ Aging Stock: ของที่ยังปรากฏเป็นสินทรัพย์ในงบ แต่ในความเป็นจริงคือผลขาดทุนที่ยังไม่รับรู้
  • Carrying Cost ที่แท้จริง: ต้นทุนการถือครองสต็อกที่มากกว่าดอกเบี้ย ทั้งพื้นที่ การดูแล ประกันภัย ความเสียหาย และความล้าสมัย
  • Obsolete และ Write-off: ต้นทุนของการตัดสินใจช้า และเกณฑ์การตัดสินใจล้างสต็อกที่ผู้บริหารต้องกล้าเคาะ
  • Cash Conversion Cycle: วงจรเงินสดจากวันเก็บสต็อก บวกวันเก็บหนี้ ลบวันจ่ายหนี้ จุดเดียวที่ฝ่ายขาย ฝ่ายจัดซื้อ และฝ่ายคลัง มาบรรจบกันในตัวเลขเดียว
  • ระดับการบริการที่ตั้งสูงเกินจำเป็น: ต้นทุนของการไม่กล้าให้ของขาด และวิธีตั้งระดับการบริการให้ต่างกันตามกลุ่มสินค้า
  • Working Capital Released: วิธีคำนวณเงินทุนหมุนเวียนที่จะดึงกลับมาได้จากแต่ละมาตรการ และวิธีนำเสนอตัวเลขนี้ให้ผู้บริหารและฝ่ายการเงินเห็นภาพตรงกัน

Module 5: วางแผน ลงมือ และวัดผล

  • Cost Optimization Matrix: การจัดลำดับมาตรการลดต้นทุนด้วยสามแกน คือ ผลกระทบเป็นตัวเงิน ความยากในการทำ และระยะเวลากว่าจะเห็นเงินจริง
  • Quick Win และ Structural Change: สัดส่วนระหว่างมาตรการที่เห็นผลเร็วกับมาตรการที่แก้เชิงโครงสร้าง ซึ่งเป็นตัวชี้ว่าโครงการลดต้นทุนจะอยู่รอดข้ามไตรมาสหรือไม่
  • Cross-KPI Conflict Map: การไล่หาคู่ตัวชี้วัดที่ขัดกันเองในองค์กร เช่น ราคาต่อหน่วยกับอัตราของเสีย ประสิทธิภาพเครื่องจักรกับระดับสต็อก และระดับการบริการกับเงินทุนหมุนเวียน
  • Paired Metrics: การตั้งเป้าหมายเป็นคู่ เพื่อไม่ให้แผนกหนึ่งทำสำเร็จบนความเสียหายของอีกแผนกหนึ่ง
  • Decision Rights และ Governance: การกำหนดล่วงหน้าว่าใครมีอำนาจตัดสินใจเรื่องใดในวงเงินเท่าใด และเหตุผลที่คณะทำงานลดต้นทุนส่วนใหญ่หยุดเดินภายในสามเดือน
  • Saving ที่ฝ่ายบัญชียอมรับ: ความแตกต่างระหว่าง Hard Saving, Soft Saving, Cost Avoidance และ Working Capital Released ในสายตาของฝ่ายการเงิน
  • Payback และผลตอบแทนอย่างง่าย: ตัวเลขชุดที่ต้องมีก่อนเสนอขออนุมัติ และระดับความละเอียดที่เพียงพอต่อการตัดสินใจ
  • Roadmap 90 วัน: การวางแผนว่า 30 วันแรกลงมือทำอะไร 60 วันวัดอะไร และ 90 วันรายงานอะไรต่อผู้บริหาร

กิจกรรมในหลักสูตร (Workshop)

หลักสูตรนี้ใช้โรงงานจำลอง The Turnaround Factory Challenge เป็นโจทย์เดียวต่อเนื่องตลอดทั้งวัน แบ่งกลุ่มแบบคละสายงาน ให้แต่ละคนสวมบทบาทต่างแผนกกัน แล้วทำงานร่วมกัน 3 ช่วง

  • Profit Leak Diagnosis (อ่านงบการเงินและรายงานหน้างานของโรงงานจำลอง แล้วชี้จุดที่เงินรั่วพร้อมมูลค่าเป็นตัวเงิน)
  • Cross-Functional Cost Matrix (เลือกมาตรการลดต้นทุนอย่างน้อย 3 เรื่อง ที่ต้องอาศัยมากกว่าหนึ่งแผนกจึงจะสำเร็จ)
  • Turnaround Proposal (คำนวณเงินทุนหมุนเวียนที่ปลดออกมาได้ ระยะเวลาคืนทุน และคู่ตัวชี้วัดที่ต้องแก้ พร้อมนำเสนอ)

กรณีศึกษาในหลักสูตร (Case Study)

  • งบกำไรขาดทุนและโครงสร้างต้นทุนของโรงงานที่กำไรลดลงทั้งที่ยอดขายเพิ่มขึ้น
  • รายงานประสิทธิภาพเครื่องจักรและต้นทุนคุณภาพ ที่ตัวเลขดูดีแต่กำไรไม่ขึ้น
  • รายงานอายุสต็อกและสินค้าค้างเก่า พร้อมเงินทุนหมุนเวียนที่จมอยู่
  • ข้อร้องเรียนลูกค้าและประวัติการส่งมอบล่าช้า ที่ย้อนกลับไปหาต้นเหตุข้ามแผนก
  • ตารางค่าล่วงเวลาและคำสั่งซื้อเร่งด่วน ที่สะท้อนต้นทุนของการวางแผนที่ไม่ตรงกัน

ข้อมูลในกรณีศึกษาทั้งหมดเป็นตัวเลขสมมติที่สร้างขึ้นเพื่อการอบรม ไม่ได้อ้างอิงผลประกอบการขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง แต่ออกแบบให้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวเลขสมเหตุสมผลเหมือนโรงงานจริง

ลงทะเบียน

สำรองที่นั่ง — F04 ปลดล็อกกำไรที่ซ่อนอยู่ในโรงงาน

สำรองที่นั่ง

หลักสูตรที่เกี่ยวข้อง

ช่วยเลือก