บทความ ›
บทบาทของงานจัดซื้อกับ Carbon Footprint ขององค์กร
เผยแพร่ 29 ส.ค. 2569 · อ่าน 4 นาที · โดยทีมงาน Source eXpert
ช่วงหลังมานี้แบบสอบถามเรื่องคาร์บอนจากลูกค้าต่างประเทศมักถูกส่งต่อมาที่ฝ่ายจัดซื้อ เพราะเป็นฝ่ายที่ถือข้อมูลว่าองค์กรซื้ออะไร จากใคร ปริมาณเท่าไร แต่พอต้องกรอกจริงกลับตอบไม่ได้ว่าตัวเลขที่ใส่ไปมาจากไหน บทความนี้จึงขอลากเส้นให้ชัดว่างานคาร์บอนส่วนไหนเป็นของจัดซื้อจริง ๆ และควรเริ่มจากตรงไหน
ทำไมเรื่องคาร์บอนถึงมาตกที่โต๊ะจัดซื้อ
การนับคาร์บอนขององค์กรตามมาตรฐาน GHG Protocol แบ่งเป็นสามขอบเขต Scope 1 คือการเผาไหม้ที่เกิดในรั้วโรงงานเอง Scope 2 คือไฟฟ้าที่ซื้อมาใช้ ส่วน Scope 3 คือคาร์บอนที่เกิดนอกรั้วแต่เกิดจากกิจกรรมของเรา
หมวดแรกของ Scope 3 คือ Purchased Goods and Services หรือสินค้าและบริการที่องค์กรซื้อเข้ามา นั่นแปลว่าใบสั่งซื้อทุกใบที่ฝ่ายจัดซื้อออก คือกิจกรรมที่ถูกนับเป็นคาร์บอนขององค์กรโดยตรง สำหรับโรงงานที่ซื้อวัตถุดิบเข้ามาแปรรูป Scope 3 มักเป็นก้อนที่ใหญ่กว่าสองขอบเขตแรกรวมกันอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นก้อนที่องค์กรควบคุมได้ยากที่สุด เพราะไม่ได้อยู่ในมือเราเอง
แรงกดดันไม่ได้มาจากฝ่ายความยั่งยืนภายในอย่างเดียว แต่มาจากปลายน้ำ ทั้งกลไกปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) กฎว่าด้วยสินค้าที่ปลอดการตัดไม้ทำลายป่า (EUDR) และเงื่อนไขในสัญญาของลูกค้ารายใหญ่ที่เริ่มถามหาข้อมูลระดับผู้ขาย คำถามพวกนี้วิ่งเข้าหาคนที่คุยกับซัพพลายเออร์อยู่แล้วเสมอ ซึ่งก็คือจัดซื้อ
สี่บทบาทที่เป็นของจัดซื้อจริง ๆ
- เจ้าของข้อมูลต้นทาง ปริมาณที่ซื้อจริงในแต่ละปีคือข้อมูลตั้งต้นของการคำนวณ ไม่มีใครในองค์กรถือข้อมูลนี้ครบเท่าจัดซื้อ
- ผู้คัดกรองซัพพลายเออร์ เกณฑ์คัดเลือกและแบบประเมินผู้ขายคือจุดที่เรื่องคาร์บอนถูกทำให้เป็นเงื่อนไขได้จริง ไม่ใช่แค่นโยบายบนกระดาษ
- ผู้ออกแบบเงื่อนไขใน RFQ และสัญญา ถ้าไม่ระบุตั้งแต่ตอนขอราคาว่าต้องส่งข้อมูลอะไรมาด้วย จะขอย้อนหลังได้ยากมากหลังเซ็นสัญญาไปแล้ว
- ตัวเชื่อมระหว่างฝ่าย ฝ่ายความยั่งยืนรู้ว่าต้องรายงานอะไร ฝ่ายผลิตรู้ว่าใช้ของอย่างไร แต่คนที่ต่อสองฝั่งนี้เข้ากับซัพพลายเออร์ได้คือจัดซื้อ
สามกับดักที่เจอบ่อยที่สุด
กับดักแรกคือการหยิบค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมมาคูณกับยอดซื้อ เพื่อให้มีตัวเลขส่งลูกค้าให้ทันกำหนด วิธีนี้ผ่านรอบแรกได้ แต่จะตอบไม่ได้ทันทีที่ลูกค้าถามว่าตัวเลขนี้ลดลงจากปีที่แล้วเพราะอะไร เพราะค่าเฉลี่ยไม่ขยับตามสิ่งที่เราทำ
กับดักที่สองคือส่งแบบฟอร์มไปขอข้อมูลจากซัพพลายเออร์ โดยไม่บอกว่าจะเอาไปทำอะไรและจะใช้ตัดสินอะไร ผลที่ได้คือแบบฟอร์มที่กรอกกลับมาไม่ครบ หรือกรอกมาแบบที่ไม่มีใครกล้านำไปใช้
กับดักที่สามคือทำเรื่องคาร์บอนแยกจากงานลดต้นทุน ทั้งที่หลายเรื่องเป็นเรื่องเดียวกัน การลดของเสีย ลดการขนส่งเที่ยวเปล่า ลดการสั่งด่วน และยืดอายุการใช้งานของอะไหล่ ล้วนลดทั้งต้นทุนและคาร์บอนไปพร้อมกัน แยกทำสองรอบคือการทำงานซ้ำโดยไม่จำเป็น
เริ่มจากอะไรได้ในสัปดาห์นี้
ไม่ต้องรอระบบและไม่ต้องรอที่ปรึกษา เริ่มจากดึงยอดซื้อย้อนหลังหนึ่งปี เรียงจากมากไปน้อย แล้วตัดเอาเฉพาะกลุ่มที่รวมกันแล้วเป็นสัดส่วนใหญ่ของยอดซื้อทั้งหมด รายชื่อสั้น ๆ ชุดนั้นคือจุดที่ควรลงแรง เพราะการไล่เก็บข้อมูลจากซัพพลายเออร์รายเล็กที่เหลือทั้งหมด ใช้เวลามากกว่าและเปลี่ยนตัวเลขรวมได้น้อยกว่ามาก
จากนั้นถามคำถามเดียวกับผู้ขายในรายชื่อนั้น ว่ามีการเก็บข้อมูลคาร์บอนของสินค้าที่ขายให้เราหรือยัง และเก็บในระดับไหน คำตอบที่ได้จะบอกทันทีว่าองค์กรอยู่ตรงไหนของเส้นทาง และควรคุยกับใครก่อน
เรื่องคาร์บอนไม่ใช่ภาระที่เพิ่มเข้ามาในงานจัดซื้อ แต่เป็นมุมมองใหม่ของข้อมูลชุดเดิมที่เราถืออยู่แล้ว องค์กรที่เริ่มเก็บก่อนจะได้เปรียบตอนที่ลูกค้าเริ่มถาม ไม่ใช่เพราะตัวเลขสวยกว่า แต่เพราะตอบได้ว่าตัวเลขมาจากไหนครับ
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราลงมือทำกันจริงตลอดวันในหลักสูตร ESG & Carbon Footprint วันศุกร์ที่ 20 พฤศจิกายน 2569 ที่โคราช ราคา 5,900 บาทต่อคน และมีราคา Early Bird 4,900 บาท สำหรับผู้ที่สมัครและชำระภายในวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ครับ
ได้ประโยชน์จากบทความนี้?
รับบทความใหม่ทางอีเมลทุกสัปดาห์ — ยกเลิกได้ทุกเมื่อ