ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
Source eXpert Knowledge is Success

บทความ ›

TCO (Total Cost of Ownership) คืออะไร แล้วโรงงานส่วนใหญ่พลาดตรงไหน

เผยแพร่ 6 ก.ย. 2569 · อ่าน 3 นาที · โดยทีมงาน Source eXpert

เรื่องที่เจอซ้ำในหลายโรงงานคือ เปลี่ยนไปใช้ผู้ขายที่เสนอราคาถูกกว่าเดิมไม่กี่เปอร์เซ็นต์ แล้วปีนั้นจ่ายค่าซ่อม ค่าของเสีย และค่าขนส่งด่วนรวมกันมากกว่าส่วนต่างที่ประหยัดได้หลายเท่า ตัวเลขที่หายไปไม่ได้อยู่ในใบเสนอราคา แต่อยู่ในบิลที่ตามมาทีหลัง

TCO คืออะไร

Total Cost of Ownership หรือต้นทุนรวมตลอดการเป็นเจ้าของ คือการมองต้นทุนของสิ่งที่ซื้อตลอดอายุการใช้งาน ไม่ใช่แค่ราคาที่จ่ายวันแรก องค์ประกอบหลักที่มักถูกนำมาคิดมีดังนี้

  • ต้นทุนการได้มา ราคาซื้อ ค่าขนส่ง ภาษี ค่าติดตั้ง และค่าฝึกอบรมผู้ใช้งาน
  • ต้นทุนการใช้งาน พลังงาน วัสดุสิ้นเปลือง อัตราการสูญเสียระหว่างผลิต และแรงงานที่ต้องใช้
  • ต้นทุนการดูแลรักษา อะไหล่ ค่าบริการ และความถี่ในการซ่อม
  • ต้นทุนจากการหยุดชะงัก มูลค่าของเวลาที่สายการผลิตหยุด และต้นทุนของการส่งงานให้ลูกค้าไม่ทัน
  • ต้นทุนคุณภาพ ของเสีย งานแก้ไข การเคลม และเวลาที่ทีมต้องใช้ตามแก้ปัญหา
  • ต้นทุนปลายทาง การรื้อถอน การกำจัด และมูลค่าซากที่เหลือเมื่อเลิกใช้

หลักคิดง่าย ๆ คือ ราคาคือสิ่งที่จ่ายครั้งเดียว แต่ต้นทุนคือสิ่งที่จ่ายไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะเลิกใช้

ห้าจุดที่โรงงานส่วนใหญ่พลาด

จุดแรก คิด TCO เฉพาะตอนซื้อเครื่องจักรใหญ่ แต่ไม่คิดกับวัตถุดิบ อะไหล่ และบริการ ทั้งที่รายการเหล่านั้นคือส่วนที่ซื้อซ้ำทุกเดือน และเมื่อรวมทั้งปีมักเป็นเงินก้อนใหญ่กว่าเครื่องจักรที่ซื้อครั้งเดียว

จุดที่สอง ไม่มีข้อมูลของเสียและเวลาเครื่องหยุดที่แยกตามผู้ขายได้ พอไม่มีข้อมูลก็เถียงกันด้วยความรู้สึก และสุดท้ายการตัดสินใจก็ย้อนกลับไปที่ราคาต่อหน่วย เพราะเป็นตัวเลขเดียวที่ทุกคนเห็นตรงกัน

จุดที่สาม ลืมต้นทุนที่ไม่เคยปรากฏในใบแจ้งหนี้ เช่น สต๊อกสำรองที่ต้องถือเพิ่มเพราะผู้ขายส่งไม่นิ่ง ค่าขนส่งด่วนที่ต้องจ่ายเวลาของมาไม่ทัน และเวลาของคนในทีมที่หมดไปกับการตามงาน ซึ่งไม่เคยถูกนับเป็นต้นทุนของการเลือกผู้ขายรายนั้น

จุดที่สี่ หยิบ TCO มาใช้ตอนจะตัดสินใจแล้ว แทนที่จะใส่ไว้ตั้งแต่ตอนออก RFQ ถ้าไม่ได้ขอข้อมูลอายุการใช้งาน อัตราการใช้พลังงาน หรือเงื่อนไขการรับประกันตั้งแต่ตอนขอราคา ก็ไม่มีข้อมูลให้เปรียบเทียบในภายหลัง

จุดที่ห้า วัดผลงานคนซื้อด้วยส่วนต่างราคาอย่างเดียว เมื่อ KPI บอกว่าซื้อถูกคือเก่ง คนซื้อย่อมไม่มีเหตุผลจะเลือกของที่แพงกว่าแต่คุ้มกว่า นี่เป็นจุดที่แก้ยากที่สุด เพราะไม่ใช่ปัญหาความรู้ แต่เป็นปัญหาการออกแบบตัววัดผล

เริ่มทำได้เลยโดยไม่ต้องรอระบบใหม่

เลือกของหนึ่งกลุ่มที่ซื้อซ้ำและเคยมีปัญหา แล้วทำตารางง่าย ๆ หกช่อง ได้แก่ ราคาต่อหน่วย ปริมาณที่ใช้ต่อปี ของเสียที่เกิดขึ้น จำนวนครั้งที่ต้องสั่งด่วน เวลาที่เครื่องหยุดเพราะของกลุ่มนี้ และเวลาที่ทีมใช้ตามงาน เติมข้อมูลย้อนหลังหนึ่งปีเท่าที่หาได้ แล้วเทียบกันระหว่างผู้ขายสองราย

ตารางแผ่นเดียวนี้มักเปลี่ยนบทสนทนาในห้องประชุมได้ทันที เพราะเปลี่ยนคำถามจากของใครถูกกว่า เป็นของใครทำให้เราจ่ายน้อยกว่าทั้งปี และเมื่อทำสำเร็จหนึ่งกลุ่มแล้ว การขยายไปกลุ่มถัดไปจะง่ายขึ้นมาก เพราะมีตัวอย่างจริงให้ดูแล้วครับ

การคิดต้นทุนแบบนี้และเครื่องมือที่ใช้จริงในหน้างาน คือเนื้อหาหลักของหลักสูตรวิศวกรรมต้นทุนและวิศวกรรมคุณค่าเชิงกลยุทธ์ วันพฤหัสบดีที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ที่โคราช ราคา 4,300 บาทต่อคนครับ

ได้ประโยชน์จากบทความนี้?

รับบทความใหม่ทางอีเมลทุกสัปดาห์ — ยกเลิกได้ทุกเมื่อ

บทความอื่น

4 ก.ย. 2569

Data Analytics มีอะไรบ้าง และใช้ประโยชน์อย่างไรในงานอุตสาหกรรม

โรงงานส่วนใหญ่ไม่ได้ขาดข้อมูล แต่ขาดคำตอบ ข้อมูลมีอยู่ทั้งใน ERP ใบสั่งซื้อ รายงานคุณภาพ และไฟล์ Excel อีกหลายสิบไฟล์ แต่พอผู้บริหารถามว่าเดือนนี้ต้นทุนขึ้นเพราะอะไร คำตอบยังต้องใช…

29 ส.ค. 2569

บทบาทของงานจัดซื้อกับ Carbon Footprint ขององค์กร

ช่วงหลังมานี้แบบสอบถามเรื่องคาร์บอนจากลูกค้าต่างประเทศมักถูกส่งต่อมาที่ฝ่ายจัดซื้อ เพราะเป็นฝ่ายที่ถือข้อมูลว่าองค์กรซื้ออะไร จากใคร ปริมาณเท่าไร แต่พอต้องกรอกจริงกลับตอบไม่ได้ว่าต…

20 ส.ค. 2569

Dashboard จัดซื้อสำหรับผู้บริหาร หนึ่งหน้าจอที่ตอบได้ว่าต้องตัดสินใจอะไร

ผู้บริหารเปิด Dashboard จัดซื้อดูครั้งหนึ่งใช้เวลาไม่เกินสิบวินาทีเท่านั้น ถ้าดูจบแล้วยังไม่รู้ว่าต้องตัดสินใจอะไรต่อ แปลว่าหน้าจอนั้นทำหน้าที่ของมันไม่สำเร็จ ไม่ว่ากราฟจะสวยแค่ไหน…

ช่วยเลือก